วันอังคารที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

การสื่อสารบนแบบจำลอง OSI

การสื่อสารบนแบบจำลอง OSI
การสื่อสารบนแบบจำลอง OSI จะมีรูปแบบสื่อสารเป็นลำดับชั้นในลักษณะต่อเนื่องกันไป ซึ่งสามารถอธิบายการทำงานได้ตามที่โฮสตื A คือฝ่ายส่ง และโอสต์ B คือฝ่ายรับ จะเห็นได้ว่าการส่งข้อมูลของโฮสต์ A นั้นจะส่งจากลำดับชั้นหนึ่งไปยังลำดับชั้นที่อยู่ติดกัน เรียงลำดับต่อเนื่องกันมา เช่น L 7 คือหน่วยข้อมูลของลับชั้นที่ 7 , ส่วน L 6 ก็คือหน่วยข้อมูลของลำดับชั้นที่ 6 เป็นต้น
กระบวนการทำงานจะเริ่มต้นจากลำดับชั้นที่ 7 ซึ่งก็คือลำดับชั้นแอปพลิเคชั น จากนั้นก็จะเคลื่อนย้ายลงไปยังลับชั้นที่ต่ำลงมาเป็นลำดับต่อเนื่องกันไป ( 7-6-5-4-3-2-1 ) โดยจะมีการผนวกข่าวสารกำกับการทำงานประจำโปรโตคอลไปกับหน่วยข้อมูลด้วยที่เรียกว่า เฮดเดอร์
เมื่อข้อมูลถูกส่งไปยังชั้นที่อยู่ในลำดับถัดลงไป โปรโตคอลบนลำดับชั้นนั้น ๆ ก็จะมองเฮดเดอร์กับหน่วยข้อมูลรวมกันเสมือนกับข้อมูล จากนั้นก็จะดำเนินการผนวกอดเดอร์ในส่วนลำดับชั้นของตนเข้าไป ตัวอย่างเช่นเมื่อข้อมูลถูกส่งมายังลำดับชั้นที่ 3 ก็จะมอง L 4 data ที่ส่งมาจากชั้นบนเป็นข้อมูล ( ความเป็นจริงข้อมูล L 4 data นี้ได้มีการผนวกเอดเดอร์จากำดับชั้นก่อนหน้าเข้าไปเรียบร้อยแล้ว ) จากนั้นลำดับชั้นที่3 ก็จะทำการผนวกเฮดเดอร์ของตนเข้าไปอีก สิ่งเหล่านี้ก็จะกลายเป็นข้อมูลที่มีการปะหัวต่อ ๆ กัน เพื่อส่งไปยังลำดับชั้นด้านล่างต่อไป ดังนั้น ข้อมูลที่ส่งมาจากลำดับชั้นส่วนบนเพื่อมายังส่วนล่างนั้น ก็จะถูกห่อหุ้มด้วยเฮดเดอร์เป็นชั้น ๆ ซึ่งเราเรียกกระบวนการนี้ว่า เอ็นแคปซูเลชัน

การแบ่งกลุ่มย่อยการทำงานของลำดับชั้นในแบบจำลอง OSI
เป็นที่ทราบกันแล้วว่าแบบจำลอง OSI นั้นได้มีการแบ่งเป็น 7 ลำดับชั้น ด้วยกัน แต่อย่างไรก็ตาม เรายังสามารถแบ่งการทำงานออกเป็น 3 กลุ่มย่อย ด้วยกันคือ
กลุ่มย่อยที่ 1 ลำดับชั้นที่สนับสนุนด้านเครือข่าย
ประกอบด้วยลำดับชั้นที่ 1 , 2 และ 3 ซึ่งก็คือ ลำดับชั้นฟิสิคัล , ดาต้าลิงก์ และเน็ตเสิร์ก โดยจะเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายข้อมูลจากอุปกรณ์หนึ่งไปยังอุปกรณ์หนึ่ง ที่อาจจำเป็นต้องผ่านโหนดระหว่างทางต่าง ๆ มากมายซึ่งประกอบด้วย รายละเอียดทางไฟฟ้า , การเชื่อมต่อทางกายภาพ , ฟิสิคัลแอดเดรส , เวลาที่ใช้ในการขนส่งข้อมูลซึ่งต้องมีความแน่นอนและเชื่อถือได้
กลุ่มย่อยที่ 2 ลำดับชั้นเคลื่อนย้ายข้อมูล
คือลำดับชั้นที่ 4 หรือลำดับชั้นทรานสปอร์ต ที่ข้องเกี่ยวกับความมั่นใจในการส่งผ่านข้อมูลถึงปลายทางอย่างแน่นอนในลักษณะ End – to – End ( ในลำดับชั้นที่ 2 หรือลำดับชั้นดาต้าลิงก์จะข้องเกี่ยวกับการส่งผ่านข้อมูลในลักษณะ Single Link )
กลุ่มย่อยที่ 3 ลำดับชั้นที่สนับสนุนผู้ใช้งาน
ประกอบด้วยลำดับชั้นที่ 5 , 6 และ 7 ซึ่งก็คือ ลำดับชั้นเซสชัน , พรีเซ็นเตชัน และแอปพลิเคชัน ในกลุ่มนี้จะอนุญาตให้ระบบซอฟต์แวร์ที่ไม่สัมพันธ์กันนั้น สามารถปฏิบัติงานร่วมกันได้อย่างไม่มีปัญหาใด ๆ
รายละเอียดและหน้าที่ของแต่ละลำดับชั้นบนแบบจำลอง OSI
เนื้อหาต่อไปนี้ จะกล่าวถึงรายละเอียดของลำดับชั้นทั้งเจ็ด ว่ามีหน้าที่การทำงานอย่าบงไร ซึ่งการเรียนรู้และการทำความเข้าใจการทำงานในแต่ละลำดับชั้นของแบบจำลอง OSI นั้นเป็นสิ่งที่ควรรู้ และควรทำความเข้าใจในระดับเบื้องต้นเสียก่อน เพื่อที่จะได้เข้าใจถึงกระบวนการสื่อสารภายวนเครือข่ายได้ดียิ่งขึ้น
ลำดับชั้นฟิสิคัล
คือลำดับชั้นทางกายภาพ ซึ่งเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการส่งกระแสบิต บนตัวกลางสื่อสารซึ่งเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติทางกลและทางอิเล็กทรอนิกส์ในการอินเตอร์เฟซและตัวกลางที่ใช้ส่งข้อมูลรวมถึงการกำหนดหน้าที่และขั้นตอนการทำงานของอุปกรณ์ที่จะต้องอินเตอร์เฟซเพื่อการปฏิบัติงานเมื่อเกิดการส่งข้อมูล ตัวอย่างเช่นรายละเอียด RS -232 , รายละเอียดของฮาร์ดแวร์บนเครือข่าย เป็นต้น
โดยสามารถสรุปหน้าที่รับผิดชอบของลำดับชั้นฟิสิคัลได้ดังรายละเอียดต่อไปนี้
·         คุณสมบัติทางกายภาพของการอินเตอร์เฟซและตัวกลาง เป็นข้อกำหนดทางคุณสมบัติของอินเตอร์เฟซระหว่างอุปกรณ์ และตัวกลางที่ใช้ส่งผ่านข้อมูล
  •  การแทนค่าของบิตข้อมูล เป็นเรื่องของกระแสบิต ที่ประกอบด้วยเลขไบนารี 0,1 ที่ปราศจากการแปลความหมายใด ๆ อีกแล้ว ในการส่งข้อมูล บิดจะต้องทำการเข้ารหัส เพื่อเป็นสัญญาณ ซึ่งมีข้อกำหนดเกี่ยวกับเทคนิควิธีการเข้ารหัสต่าง ๆ ด้วย
  • อัตราข้อมูล คือจำนวนของบิตที่ส่งไปภายในหนึ่งวินาที
  • การซิงโครไนซ์ของบิต ทั้งทางด้านฝ่ายส่งและฝ่ายรับจะต้องซิงโครไนซ์กันในระดับบิต กล่าวคือ ฝ่ายส่งและสัญญาณนาฬิกาฝ่ายรับจะต้องซิงโครไนซ์กัน
  • การเชื่อมต่อ เกี่ยวข้องกับการเชื่อมอุปกรร?กับตัวกลางระหว่างสองอุปกรณ์ เช่น การเชื่อต่อแบบจุดต่อจุดจะใช้สายสัญญาณเชื่อมต่อกันโดยตรงระหว่างอุปกรณ์ ในขณะที่การเชื่อมต่อแบบหลายจุด สายสัญญาณจะมีการแชร์การใช้งานให้กับอุปกรณ์ต่าง ๆ
  • รูปแบบการเชื่อมต่อทางกายภาพ เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับรูปแบบการเชื่อมต่ออย่างไรบนเครือข่าย เช่น การเชื่อมต่อแบบัส อุปกรณ์ทุกชิ้นที่เชื่อมต่อจะเชื่อมต่อกับสานแกนหลักเพียงเส้นเดียว หรือการเชื่อมต่อแบบดาว ทุก ๆ อุปกรณ์จะมีสายสัญญาณเชื่อมโยงไปยังอุปกรณ์ที่เป็นศูนย์กลาง เป็นต้น
  • ทิศทางการส่งผ่านข้อมูล ปั้นรายละเอียดเกี่ยวกับทิศทางการส่งผ่านข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ ซึ่งอาจมีการส่งข้อมูลแบบซิมแพล็กซ์ , ฮาฟดูเพล็กซ์ หรือฟลูดูเพล็กซ์
ลำดับชั้นดาต้าลิงก์
คือลำดับชั้นเชื่อมโยงข้อมูล โดยมีหน้าที่การส่งมอบข้อมูลในลักษณะ Node – to – Node วึ่งจะกำหนดกฎเกณฑ์สำหรับการขาถึงและการใช้งานบนชั้นฟิสิคัล ด้วยการจะจัดการกับข้อมูลอย่างไรให้อยู่ในรูปแบบของเฟรม เพื่อจะจัดส่งเฟรมนี้อย่างไรบนเครือข่าย โดยต้องมีความวางใจได้ถึงการนำพาข้อมูลจากลำดับชั้นฟิสิคัลที่ปราศจากข้อผิดพลาดใด ๆ เพื่อบริการให้กับลำดับชั้นที่สูงขึ้นไป ซึ่งก็คือลำดับชั้นเน็ตเวิร์กนั่นเอง


ลำดับชั้นย่อย LLC
เป็นลำดับชั้นที่จัดการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์บนลิงก์ของเครือข่าย โดย LLC นี้จะถูกกำหนดขึ้นโดย IEEE 802.2 ซึ่งสนับสนุนการเชื่อมต่อในรูปแบบทั้งคอนเน็กชันเลส และคอนเน็กชันโอเรียนเต็ด เพื่อบริการให้กับโปรโตคอลในลำดับสูงต่อไป
ลำดับชั้นย่อย MAC
เป็นลำดับชั้นย่อยที่จัดการเกี่ยวกับการเข้าถึงตัวกลางเพื่อการสื่อสารบนเครือข่ายโดยรายละเอียดของ LLC และ MAC จะกล่าวไว้ในบทที่ 7
โดยสามารถสรุปหน้าที่รับผิดชอบของลำดับชั้นดาต้าลิงก์ได้ ดังรายละเอียดต่อไปนี้
·         เฟรมข้อมูล จะจัดการแบ่งกระแสบิตข้อมูลที่ได้รับจากลำดับชั้นเน็ตเวิร์กให้อยู่ในรูปแบบของข้อมูลที่เรียกว่าเฟรม
·         กำหนดตำแหน่งฟิสิคัลแอดเดรส เนื่องจากเฟรมจะมีการส่งไปทั่วบนเครือข่าย จึงจำเป็นต้องรุ้ว่าเฟรมนี้ส่งมาจากที่ใดและให้ส่งไปที่ไหนดังนั้น ลำดับชั้นดาต้าลิงก์จะมีผนวกเอดเดอร์ไปพร้อมกับเฟรมเพื่อระบุตำแหน่งที่ออยู่ของผู้ส่งและตำแหน่งที่อยู่ของผู้รับ ตัวอย่างเช่น หมายเลขการ์ดเครือข่าย ซึ่งเป็นฟิสิคัสแอดเดรสที่ใช้ระบุถึงตำแหน่งของโหนดนั้น ๆ บนเครือข่าย เป็นต้น
·         การควบคุมการไหลของข้อมูล
หากความเร็วในการรับส่งข้อมูลระหว่างฝ่ายส่งกับฝ่ายรับไม่สัมพันธ์กัน เช่น ฝายส่งได้มีการส่งข้อมูลไปอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ฝ่ายรับนั้นรับข้อมูลไม่ทัน อันเนื่องจากมีหน่วยความจำบัฟเฟอร์รองรับข้อมูลได้จำกัด ดังนั้นจึงต้องมีกลไกควบคุมการไหลของข้อมูลให้สัมพันธ์กันเพื่อป้องกันมิให้ง่ายรับ ๆ ข้อมูลจนท่วมล้น
·         การควบคุมข้อผิดพลาด
หน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งของลำดับชั้นดาต้าลิงก์ ก็คือ จะต้องมีความมั่นใจกับการส่งข้อมูลไปยังปลายทางว่าสมบูรณ์หรือไม่ หากข้อมูลเกิดการสูญหายหรือสูญเสียระหว่างการส่ง ระบบจะต้องตรวจจับพบและสามารถทำการส่งซ้ำได้ รวมถึงจะต้องมีกระบวนการป้องกันการรับข้อมูลซ้ำ ในกรณีที่เกิดความล่าช้าและฝ่ายรับไม่มีการตอบรับยืนยันการส่งของเฟรมนั้น ๆ กลับมายังฝ่ายส่ง ในขณะที่ฝ่ายส่งคิดว่าข้อมูลทีส่งไปนั้นสูญหายระหว่างทาง จึงทำการส่งข้อมูลรอบใหม่ไปให้ ทำให้เกิดข้อมูลซ้ำขึ้น โดยปกติการควบคุมข้อผิดพลาดจะทำการเพิ่มรหัสเข้าไปที่สาวนหาง เพื่อให้ฝ่ายรับสามารถนำไปใช้เพื่อตรวจจับข้อผิดพลาด
- การควบคุมการเข้าถึง
เมื่อมีอุปกรณ์ตั้งแต่อุปกรณ์ขึ้นไปในเครือข่าย ได้มีการเชื่อมต่อบนลิงก์เดียวกัน โปรโตคอลลับชั้นดาต้าลิงก์ก็จะต้องตัดสินใจให้มรเพียงอุปกรณ์หนึ่งเท่านั้น ทีมีสิทธิ์ควบคุมเข้าใช้งานลิงก์ดังกล่าวเพื่อส่งข้อมูลในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ
ลำดับชั้นเน็ตเวิร์ก
สำหรับลำดับชั้นเน็ตเวิร์กหรือชั้นเครือข่ายนี้จะรับผิดชอบเกี่ยวกับการส่งแพ็กเก็ตจากต้นทางไปยังปลายทางทางผ่านเครือข่ายหลาย ๆ เครือข่ายด้วยกัน ความแตกต่างระหว่างลำดับชั้นดาต้าลิงก์และเน็ตเวิร์กก็คือ หน่วยข้อมูลบนลำดับชั้นเน็ตเวิร์กนี้จะถูกแบ่งออกเป็นส่วน ๆ ที่เรียกว่า แพ็กเก็ตโดยแต่ละแพ็กเก็ตนี้จะถูกส่งไปยังปลายทางซึ่งอาจมีเครือข่ายย่อยต่าง ๆที่มีลิงก์มากมาย และเครือข่ายต่างชนิดกัน ในขณะที่ลำดับชั้นดาต้าลิงก์นั้นจะส่งไปยังโหนดปลายทางที่อยู่บนลิงก์เดียวกันเท่านั้น ดังนั้น ถ้าเครือข่ายที่เชื่อมต่อกันนั้นมีการเชื่อมต่อกันบนลิงก์เดียวกัน ก็จะใช้งานเพียงลำดับชันดาต้าลิงก์เท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม หากเครือข่ายได้มีการเชื่อมต่อไปยังเครือข่ายอื่น ๆ ก็จำเป็นต้องใช้บริการจากลำดับชั้นเน็ตเวิร์กเพื่อจัดการส่งแพ็กเก็ตไปยังปลายทางในลักษณะ Source - to- destination






http://www.burapaprachin.ac.th/network/Page204.htm


http://www.school.net.th/library/create-web/10000/generality/10000-1119.html



http://www.burapaprachin.ac.th/network/Test2.htm


 


เฉลย แบบทดสอบหลังเรียนหน่วยที่ 2

เฉลย  แบบทดสอบหลังเรียนหน่วยที่ 2
1.  ตอบ   ก.
2.  ตอบ   ก.
3.  ตอบ   ข.
4.  ตอบ   ก.
5.  ตอบ   ค.

แบบทดสอบหลังเรียนหน่วยที่ 2

แบบทดสอบหลังเรียนหน่วยที่ 2

1.  สายเคเบิลที่ใช้เชื่อมต่อกับเสาอากาศไปยังเครื่องโทรทัศน์จัดเป็นสายประเภทใด
ก.  สายโคแอกเชียล                                ข.สายยูทีพี
ค.  สายไฟฟ้า                                          ง.  สายเอสทีพี

2.  สื่อกลางส่งข้อมูลชนิดใดต่อไปนี้ป้องกันสัญญาณรบกวนได้ดีที่สุด
ก.  สายโคแอกเชียล                                ข.  สายยูทีพี
ค.  สายเอสทีพี                                        ง.  ถูกทั้งข้อ  ก.  และ  ค.

3.  ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่ส่วนประกอบของเครือข่าย
ก.  การ์ดเครือข่าย                    ข.  เครื่องพิมพ์
ค.  โปรโตคอล                         ง.  ฮับ
4.การส่งสัญญาณจากสถานีภาคพื้นดินไปยังดาวเทียมเรียกว่าอะไร
ก.  Uplink                          ข.  Downlink
ค.  Upload                         ง.  Download

5.  หัวเชื่อมต่อที่ใช้งานบนเครือข่ายแลนสำหรับสายยูทีพีคือชนิดใด
ก.  IEEE  802                                            ข.  RJ-11
ค.  RJ-45                            ง.  RG-58

สื่อกลางแบบคลื่นวิทยุ

สื่อกลางแบบคลื่นวิทยุ
คือการสื่อสารข้อมูลโดยใช้คลื่นวิทยุหรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นพาหะ หรือไม่มีสื่อกลางในการสื่อสารข้อมูล มีการใช้งาน 3 ลักษณะ
  + ไมโครเวฟ (Microwave)
  + ดาวเทียม (Satellite Link)
  + สื่อสารวิทยุ (Radio Link)
ไมโครเวฟ (Microwave)
เป็นการสื่อสารระหว่างสถานีภาคพื้นสองสถานี ความถี่ที่ใช้ในการสื่อสารอยู่ในย่านไมโครเวฟ มีลักษณะเฉพาะคือ
+ ใช้สื่อสารระหว่างสถานี
+ ระยะระหว่างสถานีคือ 50 กม.
+ ทิศทางจานสายอากาศต้องตรงกัน
+ อาจเกิดปัญหาการบังของสิ่งปลูกสร้าง
+ อาจเกิดปัญหาจากสภาพอากาศ

ดาวเทียม (Satellite Link)
เป็นการสื่อสารระหว่างดาวเทียมที่ลอยอยู่เหนือโลกกับสถานีภาคพื้น หรือบ้านพักอาศัย มีลักษณะเฉพาะคือ
+ ใช้สัญญาณวิทยุความถี่สูง
+ ตัวดาวเทียมจะรับข้อมูลจากสถานี
    ภาคพื้น  ขยายและสะท้อนสัญญาณ
    กลับมาที่สถานีภาคพื้นอีกทีหนึ่ง
+ ความถี่ของสัญญาณส่งขาขึ้น
    (Up Link) ประมาณ 4 GHz
+ ความถี่ของสัญญาณส่งขาลง
    (Down Link) ประมาณ 6 GHz


ดาวเทียม (Satellite Link)
เป็นการสื่อสารระหว่างดาวเทียมที่ลอยอยู่เหนือโลกกับสถานีภาคพื้น หรือบ้านพักอาศัย มีลักษณะเฉพาะคือ
+ ใช้สัญญาณวิทยุความถี่สูง
+ ตัวดาวเทียมจะรับข้อมูลจากสถานี
    ภาคพื้น  ขยายและสะท้อนสัญญาณ
    กลับมาที่สถานีภาคพื้นอีกทีหนึ่ง
+ ความถี่ของสัญญาณส่งขาขึ้น
    (Up Link) ประมาณ 4 GHz
+ ความถี่ของสัญญาณส่งขาลง
    (Down Link) ประมาณ 6 GHz
สื่อสารวิทยุ (Radio Link)
เป็นการสื่อสารระหว่างสถานีส่งวิทยุกับอุปกรณ์สื่อสารขนาดเล็ก เช่น โทรศัพท์ เพจเจอร์ อาศัย มีลักษณะเฉพาะคือ
+ มีสถานีแม่ข่ายที่ครอบคลุมพื้นที่ (Base Station) เป็นรัศมีกว้าง
+ ความถี่ส่งจากสถานีแม่ข่ายจะต่ำกว่าจากอุปกรณ์สื่อสาร
+ สื่อสารได้ทั้งแบบทางเดียวและสองทาง
















1.       สื่อกลางแบบตัวนำโลหะ
                    เป็นสายนำสัญญาณ (Transmission line) ที่ใช้ส่งข้อมูลมี สัญญาณไฟฟ้าเป็นพาหะ แยกเป็น 2 แบบ คือ
  •        สายคู่บิดเกลียว (Twisted pair cable)
  •       สายโคแอกเชียล (Coaxial cable
  
สายคู่บิดเกลียว (Twisted pair cable)

                ประกอบด้วยสายสัญญาณจำนวนคู่ แต่ละคู่จะพันกันเป็นเกลียวตลอดจนถึงปลาย เพื่อลดการรบกวนจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากคู่สายข้างเคียงและจากภายนอก และมีฉนวนภายนอกห่อหุ้มอีกชั้น

 

    แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ
 ชนิดหุ้มฉนวน (Shielded twisted pair: STP)
 ชนิดไม่หุ้มฉนวน (Unshielded twisted pair: UTP)


สายคู่บิดเกลียวชนิดหุ้มฉนวน (STP)
                สายคู่บิดเกลียวชนิดหุ้มฉนวน (STP)สายไฟแต่ละคู่จะถูกห่อหุ้มด้วยอลูมิเนียมฟอล์ย เพื่อป้องกันการรบกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากภาย นอกสาย และมีฉนวนไฟฟ้า เช่นพลาสติก ห่อหุ้มอีกชั้น
    ระยะทางในการใช้งานจะสามารถใช้ได้ไกล แต่ไม่นิยมเนื่องจากมีราคาแพง  โดยมากจะนำไปใช้กับการสื่อสารข้อมูลที่มีความเร็วสูง เช่น Gigabit    Network หรือติดตั้งบริเวณที่มีการรบกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามาก

สายคู่บิดเกลียวชนิดไม่หุ้มฉนวน (UTP)
สายไฟแต่ละคู่จะถูกห่อหุ้มด้วยฉนวนไฟฟ้าภายนอกเท่านั้น ป้องกันการรบกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้น้อยกว่าแบบ STP
    เป็นสายที่นิยมใช้มากที่สุด เนื่องจากมีราคาถูก มักใช้ติดตั้งภายในอาคาร หรือภายในห้อง  หรือหากต้องการติดตั้งภายนอกอาคารจะต้องเดินสายภายในท่อเหล็ก  สามารถใช้ส่งข้อมูลความเร็ว 100 Mbps



สายโคแอกเชียลหรือสายซีลด์(Coaxial cable)
เป็นตัวกลางเชื่อมโยงที่มีลักษณะเช่นเดียวกับสายทีวี  มีใช้งานหลายลักษณะงาน ไม่ว่าในระบบเครือข่ายเฉพาะที่  ในการส่งข้อมูลระยะไกลระหว่างชุมสายโทรศัพท์ หรือการส่งข้อมูลสัญญาณวีดิทัศน์



   ที่ใช้ทั่วไปมี  2  ชนิด  คือ 50 โอห์ม  ซึ่งใช้ส่งข้อมูลแบบดิจิทัล  และชนิด 75 โอห์ม  ซึ่งใช้ส่งข้อมูลสัญญาณแอนะล็อก  สายโคแอกเชียลจะมีฉนวนหุ้มป้องกันการรบกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและสัญญาณรบกวนจากภายนอก  สายแบบนี้มีช่วงความถี่ที่สัญญาณไฟฟ้าสามารถผ่านได้กว้างถึง  500  MHz


สายโคแอกเชียล
สายโคแอกเชียลที่ไช้กับการส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ มี 2 แบบ
  • สายโคแอกเชียลแบบอ่อน (Thinwire coaxial cable)
                              หุ้มด้วยฉนวนแบบบางมีขนาดเล็กโค้งงอได้ง่าย สำหรับติดตั้งในอาคารหรือห้อง
  • สายโคแอกเชียลแบบแข็ง (Thickwire coaxial cable)
          มีฉนวนภายนอกที่หนา  ทำให้สายมีขนาดใหญ่  สามารถทนต่อสภาพอากาศภายนอกอาคาร
เส้นใยนำแสง (Optical Fiber)
                 อาจเรียกว่าเส้นใยแก้วนำแสงหรือไฟเบอร์ออปติก  เป็นตัวกลางของสัญญาณแสง ทำมาจากวัสดุประเภทแก้วที่มีความบริสุทธิ์มาก  เส้นใย
นำแสงมีลักษณะเป็นเส้นยาวขนาดเล็ก ขนาดประมาณ เส้นผมของมนุษย์ อาศัยหลักการสะท้อน   และหักเหของแสงในการส่งแสงลงไปในสาย
    ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก
      - แกน (CORE)
      - แก้วหุ้ม (CLAD)
     - ปลอกหุ้มหรือฉนวนภายนอก



ชนิดของเส้นใยนำแสง
วิธีการแบ่งชนิดของเส้นใยแสงมีหลายวิธี เช่น
- แบ่งตามประเภทวัสดุ
    + Silica glass optic fiber
    + Multi component glass optic fiber
    + Plastic optic fiber
- แบ่งตามโหมด (Propagation Mode) ลักษณะการเดินทางของแสง
   + Single Mode optic fiber
   + Multi Mode optic fiber
- แบ่งตามดัชนีการหักเหแสงของ CORE ลักษณะการสะท้อนของแสง
   + Step Index optic fiber (SI - fiber)
   + Graded  Index optic fiber  ( GI  fiber)





http://www.burapaprachin.ac.th/network/Page203.htm

ช่องทางการสื่อสาร

ช่องทางการสื่อสาร (Communication Channel) หมายถึงสื่อ (Medium) ที่เป็นตัวกลางและอนุญาตให้ข้อมูล/สารสนเทศผ่านจากจุดส่งถึงผู้รับในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรือระหว่างคอมพิวเตอร์ในระบบเครือข่ายหนึ่งไปยังอีกเครือข่ายหนึ่ง ปริมาณของข้อมูลที่ช่องทางการสื่อสารสามารถนำไปได้นั้น เรียกว่า ความจุของช่องทางการสื่อสาร หรือ แบนด์วิดธ์ (Bandwidth) ซึ่งนับเป็นจำนวนบิต (Bits) ต่อ 1 วินาที (bits per second : bps) สื่อที่ทำหน้าที่เป็นช่องทางการสื่อสาร ประกอบไปด้วย
สายโทรศัพท์ (Telephone Line) เป็นช่องทางการสื่อสารในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่รู้จักและใช้กันอย่างแพร่หลาย ประกอบด้วยลวดทองแดงหุ้มด้วยฉนวน 2 เส้นพันบิดเป็นเกลียว เป็นสายสื่อสารที่ใช้ได้ทั้งในบ้านและในองค์กรธุรกิจ ซึ่งโดยทั่วไปองค์การโทรศัพท์ฯ จะเป็นผู้รับผิดชอบในการให้บริการสื่อสารข้อมูลผ่านสื่อกลางชนิดนี้ บริการดังกล่าวได้แก่
  • Voice-grade Service หมายถึง การสื่อสารข้อมูลในรูปของสัญญาณแอนะล็อก (Analog) บนสายโทรศัพท์ โดยมีโมเด็มเป็นเครื่องแปลงสัญญาณ มีแบนด์วิดธ์เท่ากับ 56 K bps โดยประมาณ
  • ISDN (Integrated Services Digital Network) เป็นระบบเครือข่ายที่มีความเร็วและความจุของช่องสื่อสารสูงถึงประมาณ 128 K bps และยังสามารถแยกช่องสื่อสารเดียวกันออกเป็นช่องสื่อสารเสียง และช่องสื่อสารสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์
  • Two-megabit Service เป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่มีความเร็ว 2 M bps (2,000,000 bits per second) โดยผ่านโมเด็ม สามารถรับข้อมูลที่อยู่ในรูปของภาพเคลื่อนไหวในระบบวีดิทัศน์ รวมทั้งกราฟิกความเร็วสูง และการเข้าถึงสารสนเทศแบบ on line real-time ของผู้ใช้ ณ จุดต่างๆ ในระบบเครือข่าย
สายโคแอกเซียล (Coaxial Cable) หรือที่รู้จักในนามของสายโทรทัศน์ (Cable Television) ประกอบด้วยลวดทองแดงหลายเส้นหุ้มด้วยฉนวนกันน้ำ จัดเป็นสายสื่อสารที่มีความเร็วในการส่งสัญญาณสูง มีการรบกวนต่ำ นิยมใช้เป็นช่องสัญญาณแอนะล้อกผ่านทะเล มหาสมุทร และใช้เป็นช่องสัญญาณในระบบเครือข่ายแบบ LAN มีความจุประมาณ 100 M bps ซึ่จัดได้ว่าเป็นช่องสื่อสารที่มีความจุสูงมาก
  • สายใยแก้ว (Fiber Optic Cable) ประกอบด้วยหลอดหรือเส้นไฟเบอร์ขนาดเล็กจิ๋วเท่าเส้นผมมนุษย์ ภายในกลวงเพื่อให้แสงเลเซอร์วิ่งผ่านเป็นสายสื่อสารที่มีความจุของช่องสื่อสารนับเป็นล้านล้านบิตต่อวินาที (Gbps) เนื่องจากใช้แสงในการนำส่งข้อมูลแทนการใช้
  • สัญญาณไฟฟ้า จึงทำให้มีความเร็วในการนำส่งข้อมูลมากกว่าช่อง


ทางการสื่อสารทุกชนิด
สัญญาณไมโครเวฟ (Microwave Signals หรือ Radio Signals) เป็นช่องทางการสื่อสารไร้สายความเร็วสูง (High Speed Wireless) ส่งข้อมูลจากผู้ส่งไปยังผู้รับโดยอาศัยสัญญาณไมโครเวฟหรือสัญญาณวิทยุ โดยสัญญาณจะวิ่งเป็นเส้นตรง จึงต้องมีสถานีรับ-ส่งเป็นระยะๆ จากจุดส่งถึงจุดรับ สถานีขยายสัญญาณจึงมักตั้งอยู่บนที่สูงเพื่อไม่ให้มีสิ่งกีดขวางขณะส่งสัญญาณไปในอากาศ
จากข้อจำกัดของสัญญาณไมโครเวฟดังกล่าวนี้ จึงได้มีการพัฒนาดาวเทียม (Satellites)  
ขึ้นมาเพื่อส่งสัญญาณไมโครเวฟในระยะที่ห่างจากพื้นดิน โดยดาวเทียมจะทำการรับสัญญาณ จากสถานีภาคพื้นดินเพื่อขยายสัญญาณ ปรับความถี่ของคลื่น และส่งสัญญาณกลับลงมายังสถานีภาคพื้นดินหลายจุด ในบริเวณที่กว้างมาก เพื่อลดข้อจำกัดของไมโครเวฟ และที่สำคัญคือ ดาวเทียมสามารถสื่อสารข้อมูลจากแหล่งส่ง 1 แหล่งไปยังผู้รับจำนวนมากบนพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก











เฉลย แบบทดสอบก่อนเรียนหน่วยที่ 2

เฉลย  แบบทดสอบก่อนเรียนหน่วยที่ 2
1.  ตอบ   ข.
2.  ตอบ   ก.
3.  ตอบ   ข.
4.  ตอบ   ข.
5.  ตอบ   ข.